หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569

โปรแกรม ตัดต่อตกแต่งวิดีโอ Yu Video Editor ของคนไทย

โปรแกรม รวมวิดีโอ ตัดต่อวิดีโอ และใส่ effect ได้ง่ายๆ

ใส่ซับไตเติ้ล รองรับฟอนต์ไทย, พิมพ์ข้อความไทยได้ ลากไฟล์ฟอนต์ที่ต้องการมาใส่ได้เลย

สามารถทำภาพ slide show โดยนำหลายๆภาพมาต่อรวมกัน ใส่ effect สวยๆ และใส่เสียงเพลงเข้าไปได้

รองรับไฟล์หลายรูปแบบมากๆ


แนะนำการใช้เบื้องต้น

  • เปิดไฟล์ หรือลากหลายไฟล์จาก Windows Explorer ใส่ช่อง Files สี่เหลี่ยมทางขวา
  • ไฟล์แรกถือเป็นไฟล์หลัก (ไฟล์ที่แสดงบนหน้าจอ)
  • แต่ละไฟล์ที่ลากเข้ามาจะถูกส่งลง Time line อัตโนมัติ (แต่กองทับกัน)
  • ดับเบิ้ลคลิกรายการไฟล์ที่อยู่บนแถบ Time line เพื่อเปิด option การทำงาน
  • หากต้องการใส่ Effect ให้ลากรายการ Effect ทางขวามาใส่บนปุ่มของไฟล์นั้นบน Time line

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ffmpeg ฝังซับไตเติ้ลภาษาไทย

 จากตัวอย่างนี้  ไฟล์วิดีโอinput.mp4 ไม่มีเสียง

ffmpeg -y -hide_banner -i "input.mp4" -filter_complex "[0:v]subtitles=filename='C\:/temp/test.srt':force_style='FontName=TH Fah kwang,FontSize=22'[v1]" -map "[v1]" -c:v libx264 output.mp4

ถ้า ไฟล์วิดีโอinput.mp4 มีเสียง (1 แทร็คเสียง -map 0:1)

ffmpeg -y -hide_banner -i "input.mp4" -filter_complex "[0:v]subtitles=filename='C\:/temp/test.srt':force_style='FontName=TH Fah kwang,FontSize=22'[v1]" -map 0:1 c:a copy-map "[v1]" -c:v libx264 output.mp4

1. สีขาวนวล (Warm White) - มาตรฐานสูงสุดนิยมใช้มากที่สุดเพราะดูสบายตา ไม่สว่างจ้าจนแย่งซีนวิดีโอโค้ดสี: PrimaryColour=&HFFFFFF& [1]คำแนะนำ: ควรคู่กับขอบสีดำ (OutlineColour=&H000000&) และความหนาขอบ Outline=2 [1] เพื่อให้อ่านง่ายเมื่อเจอพื้นหลังสีขาว

2. สีเหลืองโรงภาพยนตร์ (Cinema Yellow) - สไตล์หนังเทศสีเหลืองโทนนี้ช่วยให้อ่านง่ายมากในฉากที่มืดหรือสว่างเกินไป นิยมใช้ในแผ่น DVD/Blu-ray และ Netflixโค้ดสี: PrimaryColour=&H00F0FF&

คำแนะนำ: จับคู่กับขอบสีดำสะท้อนอารมณ์แบบโรงภาพยนตร์คลาสสิก

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ffmpeg กับ เรื่อง วิดีโอบิตเรต

คำสั่ง -r และการจัดการบิตเรต (Bitrate) ใน ffmpeg ถือเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมขนาดไฟล์และความลื่นไหลของวิดีโอ เราจะใส่หรือไม่ใส่โปรแกรม ffmpeg ก็ยังทำงาน เพราะ จัดการให้อัตโนมัติ แต่หากเราต้องการควบคุมคุณภาพของวีดีโอ เราจำเป็นต้องรู้ว่า ffmpeg สั่งยังไง

การปรับบิตเรต (Video & Audio Bitrate)

แบบที่ ก: กำหนดบิตเรตคงที่ (CBR - Constant Bitrate)

วิธีนี้เหมาะกับตอนต้องการควบคุมขนาดไฟล์แบบเป๊ะๆ หรือใช้สำหรับการทำ Live Streaming โดยจะใช้โค้ด -b:v (สำหรับวิดีโอ) และ -b:a (สำหรับเสียง)

ffmpeg -i input.mp4 -b:v 2M -b:a 128k output.mp4

  • -b:v 2M : ตั้งค่าบิตเรตของวิดีโอไว้ที่ 2 Mbps
  • -b:a 128k : ตั้งค่าบิตเรตของเสียงไว้ที่ 128 kbps

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

zoompan ใน ffmpeg

ความหมายของคำสั่ง zoompan ของ ffmpeg

 -vf "zoompan=z='min(zoom+0.0003,1.05)':d=100"

คำสั่ง -vf "zoompan=z='min(1+on*0.0003,1.05)':d=1" คือการสั่งให้ ซูมเข้า (Zoom-in) วิดีโอทีละน้อยอย่างช้าๆ และนุ่มนวล โดยมีรายละเอียดการทำงานของแต่ละพารามิเตอร์ดังนี้

โครงสร้างคำสั่ง

  • -vf: ย่อมาจาก Video Filter เป็นการบอกให้โปรแกรมเรียกใช้ฟิลเตอร์จัดการภาพวิดีโอ
  • zoompan: ชื่อฟิลเตอร์ที่ใช้สำหรับทำเอฟเฟกต์ ซูม (Zoom) และ เลื่อนมุมกล้อง (Pan)

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

อธิบายคำสั่ง ffmpeg -movflags faststart

ประโยชน์: สำหรับ อัปโหลดขึ้นเว็บ / โซเชียล ให้วีดีโอเล่นทันที

ตัวอย่างการใช้

ffmpeg -i input.mp4 -c:v libx264 -c:a aac -movflags faststart output.mp4

ปกติ วีดีโอไฟล์ .mp4 จะเก็บข้อมูลสำคัญ (index / moov atom) ไว้ “ท้ายไฟล์” ทำให้เวลาเปิดผ่านเว็บ ต้องโหลดเกือบหมดก่อนถึงจะเริ่มเล่นได้

แต่พอใช้: -movflags faststart มันจะย้ายข้อมูลพวกนี้มาไว้ข้างหน้า วิดีโอจะ “กดแล้วเล่นได้ทันที” (progressive download)

ควรใช้พารามิเตอร์ -movflags faststart ตอนไหน

  • อัปโหลดขึ้นเว็บ / โซเชียล (YouTube, Facebook, เว็บทั่วไป)
  • ทำวิดีโอให้คนดูผ่าน browser
  • ทำไฟล์ที่ต้อง “สตรีม” ไม่ใช่โหลดก่อนดู
  • แจกไฟล์ให้ลูกค้า / ผู้ใช้ทั่วไป